ตะแบก

ตะแบก

ชื่อภาษาอังกฤษ Bungor
ชื่อวิทยาศาสตร์ Lagerstroemia calyculata Kurz
ชื่ออื่น กระแบก (สงขลา) ตราแบกปรี้ (เขมร) ตะแบกไข่ (ราชบุรี , ตราด) บางอตะมะกอ (มลายู-ยะลา, ปัตตานี) บางอมายู (มลายู-นราธิวาส) เปื๋อยด้อง เปื๋อยนา (ลำปาง) เปื๋อยหางค่าง (แพร่)

เป็นไม้ยืนตั้งท้องถิ่นของเอเชีย พบแพร่กระจายตั้งแต่อินเดีย จีนตอนใต้พม่า ไทย ลาว และประเทศใกล้เคียงเรื่อยจนถึงหมู่เกาะฟิลิปปินส์ และประเทศออสเตรเลีย ในประเทศไทยพบตะแบกได้ในทุกภาค พบได้ตามป่าดงดิบ ป่าดิบเขา ป่าเบญจพรรณ และป่าเต็งรัง

ลักษณะ

เป็นไม้ต้นขนาดกลางถึงขนาดใหญ่ ผลัดใบ สูง 15-30 เมตร ลำต้นเปลา ตรง ส่วนโคนต้นเป็นพูพอนสูงๆ ผิวเปลือกเรียบ เป็นมัน สีเทาหรือเทาอมขาว และมีรอยแผลเป็นๆ หลุมตื้นๆ ตลอดลำต้น กิ่งอ่อนมีขนสีน้ำตาลแดงแน่น เรือนยอดเป็นพุ่มกลม กิ่งใหญ่ที่แตกจากลำต้นมักชูกิ่งขึ้นข้างบนอย่างน้อยก็ทำมุมชี้ขึ้นไม่น้อยกว่า 45 องศา ใบ เป็นชนิดใบเดี่ยว ติดตรงข้ามหรือเยื้องกันมากน้อยตามแต่โอกาส ทรงใบรูปขอบขนานและรูปหอก กว้าง 5-7 ซม. ยาว 12-20 ซม. เนื้อใบหนา ตัวใบมักจะม้วนขอบทั้งสองข้างขึ้นข้างบน ใบอ่อนออกสีแดงและมีขนสั้นๆ อ่อนนุ่มปกคลุม พอใบแก่จะเกลี้ยงหรือเหลือขนเพียงประปรายเท่านั้น เส้นแขนงใบ มี 8-15 คู่ ปลายเส้นจะโค้งจรดกับเส้นถัดไปก่อนถึงขอบใบ เส้นใบย่อยแบบเส้นขั้นบันไดและเส้นร่างแหพอมองเห็นได้ทางด้านท้องใบ ขอบใบเรียบหรือเป็นคลื่นบ้างเล็กน้อย ก้านใบสั้นมาก ยาวไม่เกิน 5 มม. ดอก สีม่วงปนชมพูหรือสีกุหลาบ นานเข้าจะออกสีขาว ออกรวมกันเป็นช่อใหญ่ๆ ตามปลายกิ่ง ช่อมักกว้างและยาวไม่น้อยกว่า 30 ซม. กลีบดอกเป็นแผ่นกลมและมีก้านสั้นๆ ทำให้ดูช่ออัดแน่นมาก ส่วนดอกตูมคล้ายกับรูปลูกข่าง มีจุกสั้นๆ ติดอยู่เป็นกระจุกที่ส่วนบนสุด โคนกลีบฐานดอกติดกันเป็นรูปกรวยหงายหรือรูปถ้วย มีสันตามยาวประมาณ 12 สัน มีขนสั้นๆ สีน้ำตาลเหลืองคลุมแน่นทางด้านนอก ส่วนด้านในมีขนประปราย รังไข่ รูปไข่ มีขนคลุมแน่น ภายในแบ่งเป็น 6 ช่อง แต่ละช่องมีไข่อ่อนมาก ผล เป็นชนิดผลแห้ง รูปรีๆ ยาวไม่เกิน 2 ซม. มีขนคลุมประปราย พอแก่จัดจะแตกทางด้านบนเป็น 6 เสี่ยง เมล็ดเล็ก มีปีกโค้งๆ ทางด้านบนหนึ่งปีก

ระยะการออกดอกออกผล เริ่มผลัดใบระหว่างเดือน ธันวาคม – กุมภาพันธ์ เวลาผลัดใบมักจะทิ้งใบหมด ใบอ่อนจะผลิออกมาใหม่เต็มต้นเสียก่อน จึงจะเริ่มออกช่อดอกระหว่างเดือน มิถุนายน – ตุลาคม ผลแก่จะแก่จัดในเดือน มีนาคม

สรรพคุณ

  • เปลือกมีสรรพคุณเป็นยาแก้ลงแดง ใช้ปรุงเป็นยาแก้บิด และมูกเลือด
  • ขอนดอกมีสรรพคุณเป็นยาบำรุงหัวใจ บำรุงปอด บำรุงตับ บำรุงทารกครรภ์ ใช้เป็นยาแก้ลมกองละเอียด ได้แก่ อาการหน้ามืด ตาลาย สวิงสวาย ใจสั่น บำรุงดวงจิตให้ชุ่มชื่น ใช้เป็นยาแก้ไข้ร้อนเพื่อตรีโทษ แก้เหงื่อ แก้เสมหะ ในบัญชียาจากสมุนไพร มีปรากฏการใช้ขอนดอกในกลุ่มยารักษาอาการทางระบบไหลเวียนโลหิต (แก้ลม) ซึ่งมีส่วนประกอบของขอนดอก ร่วมกับสมุนไพรชนิดอื่น ๆ ในตำรับ ได้แก่ ตำรับ “ยาหอมเทพจิตร” ที่มีสรรพคุณเป็นยาแก้ลมกองละเอียด (อาการหน้ามืด ตาลาย สวิงสวาย ใจสั่น บำรุงดวงจิตให้ชุ่มชื่น) และตำรับ “ยาหอมนวโกฐ” ที่มีสรรพคุณในการแก้ลมวิงเวียน คลื่นเหียน อาเจียน แก้ลมจุกแน่นในอก ในผู้สูงอายุ แก้ลมปลายไข้ (อาการหลังจากการฟื้นไข้แล้วยังมีอาการคลื่นเหียน วิงเวียน เบื่ออาหาร ท้องอืด อ่อนเพลีย) ตำราพระโอสถพระนารายณ์มีปรากฏการใช้ขอนดอกร่วมกับสมุนไพรอื่น ๆ อีก 15 ชนิด อย่างละเท่ากัน นำมาบดให้ละเอียด ทำเป็นแท่ง ใช้น้ำดอกไม้เป็นกระสายยา เมื่อจะใช้ก็ละลายน้ำซาวข้าวหรือน้ำดอกไม้ก็ได้ ใส่พิมเสนลงไปเล็กน้อย ใช้ชโลมตัวเป็นยาแก้ไข้
  • ดอก แก้ท้องเสีย ช่วยบำรุงเลือด บำรุงร่างกาย ช่วยรักษาบาดแผล ช่วยห้ามเลือด แก้โรคผิวหนัง รักษาผดผื่นคัน
  • ราก แก้อาการปวดเมื่อยร่างกาย

ประโยชน์

  • ไม้ตะแบกมีทรงพุ่มใหญ่กว้าง ทรงพุ่มหนา ทำให้เป็นร่มเงาได้ดี นอกจากนั้น ดอกออกเป็นช่อขนาดใหญ่ ดอกมีสีม่วงหรือขาว เมื่อดอกบานจะเป็นช่อใหญ่สวยงาม จึงนิยมปลูกเป็นไม้ให้ร่มเงา และเพื่อประดับดอก ซึ่งพบเห็นได้ตามสวนสาธารณหรือข้างถนนหนทาง
  • เนื้อไม้ตะแบกมีสีน้ำตาลอมเทา เนื้อไม้แข็งแรง ไม่มีเสี้ยน แผ่นไม้ไม่แตกเป็นร่อง นิยมแปรรูปเป็นไม้ก่อสร้างต่างๆ อาทิ แผ่นไม้ปูพื้น ไม้ฝ้า ไม้วงกบ รวมถึงแปรรูปเป็นเฟอร์นิเจอร์ และเครื่องใช้ในครัวเรือน อาทิ โต๊ะ เตียง กล่องไม้ ด้ามมีด ด้ามปืน เป็นต้น
  • ท่อนไม้ตะแบกใช้เผาถ่าน ให้ก้อนถ่านแข็ง ถ่านให้ความร้อนสูง รวมถึงกิ่งก้านใช้เป็นเชื้อเพลิงหุงหาอาหารได้เป็นอย่างดี
  • ต้นตะแบกเป็นไม้มงคล เพราะคนไทยโบราณเชื่อว่า การปลูกตะแบกจะช่วยค้ำชูคนในครอบครัวให้ร่มเย็นเป็นสุข ฐานะร่ำรวย มั่นคง ดั่งคำเรียกที่ว่า ตะแบก หมายถึง การแบกรับไว้ไม่ให้ตกต่ำ
  • ขอนดอก เป็นชื่อเรียกแก่ไม้ตะแบกที่มีลักษณะผุผัง มีสีน้ำตาลอมดำ ประขาว มีโพรงอากาศ มีกลิ่นหอม คล้ายกับแก่นกฤษณา เกิดเฉพาะต้นตะแบกที่มีอายุมาก เนื่องจากมีราบางชนิดเข้าไปเติบโตในแก่น แก่นบริเวณนี้ นิยมใช้ทำเป็นยาหรือใช้สกัดน้ำหอม
  • ไม้ตะแบกเป็นไม้ที่มีคุณค่าชนิดหนึ่งของไทย เนื้อไม้มีลักษณะเป็นสีเทาถึงสีน้ำตาลอมเทา เสี้ยนไม้ตรงหรือเกือบตรง เนื้อไม้มีความละเอียดปานกลาง เป็นมัน แข็ง เหนียว แข็งแรง เลื่อยไสกบ ตกแต่งได้ง่าย ขัดชักเงาได้ดี จึงมีการนำมาใช้ประโยชน์กันมาก ไม่ว่าจะเป็นการนำมาใช้ทำสิ่งปลูกสร้างที่ต้องการรับน้ำหนักมาก ๆ เช่น รอด ตอ กาน เครื่องบน ไม้ปาร์เกต์ ใช้ในงานก่อสร้างอาคารบ้านเรือน เรือ แพ เกวียน แจว เครื่องมือกสิกรรม ฯลฯ ส่วนไม้ตะแบกชนิดลายจะนิยมนำมาใช้ทำเครื่องเรือน ด้ามหอก ด้ามมีด พานท้ายปืน คิวบิลเลียด ด้ามปากกา ด้ามร่ม ไม้ถือ กรอบรูปภาพ สันแปรง ไม้บุผนังที่สวยงาม มีลักษณะเหมือนไม้เสลา สามารถนำมาใช้ทดแทนกันได้ดี
  • นอกจากนี้เนื้อไม้ยังสามารถนำมาใช้ทำเชื้อเพลิงได้เป็นอย่างดี คือ ถ้านำมาถ่ายเป็นถ่านและฟืนจะให้ค่าความร้อนถึง 7,524 และ 4,556 แคลอรีต่อกรัม (คำนวณจากตัวอย่างแห้ง)
  • มีการนำต้นตะแบกมาปลูกเป็นไม้ประดับในรูปสวนป่าน้อย ปัจจุบันนิยมนำมาปลูกเป็นไม้ดอกไม้ประดับทั่วกันอย่างแพร่หลาย

อ้างอิง

  1. หนังสือพจนานุกรมสมุนไพรไทย, ฉบับพิมพ์ครั้งที่ 5. (ดร.วิทย์ เที่ยงบูรณธรรม). “ตะแบก”. หน้า 310-311.
  2. สวนพฤกษศาสตร์ ตามพระราชเสาวนีย์ฯ, กรมอุทยานแห่งชาติ สัตว์ป่า และพันธุ์พืช. “ตะแบกแดง”. [ออนไลน์]. เข้าถึงได้จาก : www.dnp.go.th/pattani_botany/. [20 ธ.ค. 2014].
  3. ฐานข้อมูลเครื่องยาสมุนไพร คณะเภสัชศาสตร์ มหาวิทยาลัยอุบลราชธานี. “ขอนดอก”. [ออนไลน์]. เข้าถึงได้จาก : www.thaicrudedrug.com. [20 ธ.ค. 2014].
  4. นพรัตน์ พัฒนเงิน, 2528, การศึกษาทางอนุกรมวิธานของพันธุ์ไม้สกุลตะแบกเสลา และอินทนิลในประเทศไทย.
  5. ชลิดา ชะม้อย, 2555, อัตราการย่อยสลายและความหลากหลายของราบนซากใบตะแบกใหญ่ในป่าดิบแล้งและป่าผสมผลัดใบ ในอุทยานแห่งชาติเขาใหญ่.
  6. ยาสมุนไพรพื้นบ้าน ตะแบก, ออนไลน์, สืบค้นเมื่อ 25 เมษายน 2560, เข้าถึงได้ที่ : http://arit.kpru.ac.th/rlocal/index.php/2014-06-12-08-32-11/48-2014-06-12-08-29-53/herbalmedicine-kamphaeng/1149-lagerstroemia-calyculata-kurz/.
  7. ศูนย์เทคโนโลยีอิเล็กทรอนิกส์และคอมพิวเตอร์แห่งชาติ, ตะแบก, ออนไลน์, สืบค้นเมื่อ 26 เมษายน 2560, เข้าถึงได้ที่ : https://www.nectec.or.th/schoolnet/library/create-web/10000/science/10000-5660.html/.
  8. มหาวิยาลัยราชภัฏรำไพพรรณี, ตะแบก, ออนไลน์, สืบค้นเมื่อ 24 เมษายน 2560, เข้าถึงได้ที่ : https://www.rbru.ac.th/db_arts/rbruflower/pdf/Lagerstroemia_floribunda.pdf/.
  9. สวนพฤกษศาสตร์โรงเรียน โรงเรียนเมืองพญาแลวิทยา, ตะแบก, ออนไลน์, สืบค้นเมื่อ 22 เมษายน 2560, เข้าถึงได้ที่ : http://rspgmv.phayalae.ac.th/tawxyang-phrrn-mi-laea-kar-suksa-phrrn-mi/tawxyang-phrrn-mi-chephaa-swn/tabaek/.
(Visited 1 times, 1 visits today)